ที่มาของเสียงสานฝันบทความที่เคยตีพิมพ์เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการเรียนเปียโนรายงานความเคลื่อนไหวนอก-ในห้องเรียนความรู้สึกต่อเปียโน, ก่อนขึ้นเวทีแสดงคอนเสิร์ตและก่อนสอบ

The Piano Shop on the Left Bank
ความหลงใหลที่ถูกลืมเลือน



คงเพราะหนังสือไม่ใช่เทปเพลง
จึงไม่มีโฆษณาทางโทรทัศน์เช้าเย็นให้คนทราบข่าว
บ่อยครั้งที่เดินเข้าร้านหนังสือแล้วพบงานของนักเขียน
ที่เคยอยู่เป็นเพื่อนเก่ายามค่ำคืนผมจะดีใจเป็นอย่างมาก
เพราะเพื่อนที่เข้าใจกันนั้น ไม่ใช่ว่าจะได้เจอกันง่ายๆ ทุกวี่วัน
และยิ่งยากขึ้นไปอีก หากคิดว่าจะเจอเพื่อนใหม่ที่ใกล้เคียงกับเรา
ขณะที่กำลังจะเดินออกจากร้านหนังสือขนาดใหญ่
ซึ่งผมไม่คุ้นเคยนักว่าหนังสือแนวที่ชอบจะวางอยู่ตรงไหน
 

พลันเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่
ชื่อเรื่องและปกหลังนั้นทำให้ต้องหยิบขึ้นมาสำรวจอย่างรวดเร็ว
เพราะเกี่ยวข้องกับงานล่าสุดของผมที่เพิ่งทำเว็บไซต์เกี่ยวกับเปียโนเสร็จ
ผมจึงรู้ทันทีว่า ... วันนี้คงไม่ต้องกลับบ้านมือเปล่า
.............


The Piano Shop on the Left Bank มีชื่อในภาษาไทยว่า "หัวใจเปียโน"
เขียนโดย "แทด คาร์ฮาร์ต" ชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในกรุงปารีส
เรื่องมีอยู่ว่า .. ทุกๆ วัน "แทด" จะต้องเดินไปส่งลูกที่โรงเรียน
เขาจะต้องเดินผ่านร้านเปียโนเล็กๆ ร้านหนึ่งอยู่เสมอ
บางสิ่งบางอย่างทำให้เขาสงสัย และดึงดูดให้เข้าไปหา
แต่ชายชราเจ้าของร้านมักจะตอบอย่างสุภาพในความหมายของการปฏิเสธ
กับทุกครั้งที่เขาแจ้งความต้องการว่า กำลังมองหาเปียโนเก่าสักหลัง
ซึ่งนั่นยิ่งทวีความน่าสงสัย เพราะดูไม่มีเหตุผลเอาเลยกับกิจการของร้าน

เมื่อความพยายามไม่สิ้นสุด แทดก็พบกับ "ลุค" ชายหนุ่มวัยสามสิบเศษ
ที่ทำงานในร้านนี้ ซึ่งต่อมาเขาก็คือ เจ้าของร้านเปียโนคนใหม่
ซึ่งกำลังเข้ามาเรียนรู้และรับงานต่อจากชายชราที่กำลังเกษียณตัวเอง
เพื่อนใหม่แนะนำเคล็ดลับให้กับแทดว่า ถ้าเขาหาใครสักคนในละแวกนี้
ที่เคยทำธุรกิจกับร้านเปียโน และบอกว่าเป็นผู้แนะนำให้เขามาที่นี่
เขาอาจจะหาเปียโนที่ต้องการได้ง่ายขึ้น

ทำไมต้องลึกลับซับซ้อนขนาดนั้น ?
แน่ล่ะ ... เรื่องทุกเรื่องคงจะมีเหตุผลของมันอยู่
และมีเรื่องลึกลับกว่านี้ที่สามารถทำให้คุณทึ่ง ตื่นตะลึง และประทับใจรออยู่
อันเป็นเรื่องราวของกลุ่มคนที่หลงใหลในเปียโนโบราณและดนตรีคลาสสิค
อีกทั้งยังปลุกความหลังในวันวานของผู้เขียนให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

...............


หน้าสุดท้ายของหนังสือกล่าวถึงประวัติสั้นๆ ของผู้เขียนว่า
งานที่พา "แทด คาร์ฮาร์ต" กลับมายังปารีสอีกครั้งจากที่เคยอยู่ตอนเป็นเด็ก
คือ ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายสื่อสาร แผนกยุโรป ของบริษัทแอปเปิล คอมพิวเตอร์
ผู้ผลิตเครื่องแมคอินทอช และเครื่องเล่น MP3 ยอดนิยมอย่าง iPod นั่นเอง
(ว่ากันว่า ระบบปฏิบัติการแมคหรือ Mac OS นั้นใช้งานง่าย ตัวเครื่องสวยงาม
ในสมัยเริ่มแรกของการตั้งบริษัท สตีฟ จ๊อบส์ เจ้าของแอปเปิล
ยังมีแกรนด์เปียโนตั้งอยู่ที่ห้องโถงของบริษัทเลย
เพื่อแสดงถึงว่า ผลงานของแอปเปิลนั้น จะต้องมีรสนิยม)

มาถึงตรงนี้ผมหายสงสัยแล้วว่า ทำไมหนังสือที่ไม่มีพล๊อตหวือหวาอะไรเลย
จะถือว่าเรียบร้อยราวกับผ้าที่รีดแล้วพับไว้อย่างดีก็ว่าได้
กลับได้รับการโหวตว่าน่าอ่านที่สุดจากเครือร้านหนังสืออิสระ
และไต่เต้าไปจนถึงหนังสือขายดีระดับประเทศ
ภายใต้ความธรรมดาๆ นั้น ซ่อนเสน่ห์ลึกซึ้งบางอย่างไว้นี่เอง
..........

ผมชอบ "ลุค" ตัวละครสำคัญของเรื่อง
ที่เปิดประตูให้พระเอกของเราก้าวไปสู่โลกของมนต์เสน่ห์มาก
นอกจากเขาจะมีทั้งความลึกซึ้งในประวัติศาสตร์ยุโรป ประวัติศาสตร์เปียโน
รวมถึงความรอบรู้และฝีมือในเชิงช่างแล้ว แต่ก็เข้าใจกฎของการทำธุรกิจ
และเตือนตัวเองเสมอว่า "จะหลงรักเปียโนทุกหลังไม่ได้"
เขาใช้สัญชาตญาณกับสิ่งยังไม่เห็น เชื่อมั่นว่าจะต้องมีความพิเศษแอบแฝงอยู่
รวมถึงวิญญาณขบถเล็กๆ ขอทำอะไรให้สะใจตามประสาศิลปินก็มี

ที่สำคัญก็คือ บ่อยครั้งเขาจะมีคำพูดทะลุตรงเข้าสู่แก่น ซึ่งจริง และเปี่ยมอารมณ์ขัน
เช่น เมื่อแทดต้องการทราบว่า ในทัศนะของลุคนั้นช่างตั้งเสียงเปียโนที่ดีควรเป็นอย่างไร?
แน่นอน อาชีพนี้ต้องมีความรู้ทั้งทางวิทยาศาสตร์ รู้หลักฟิสิกส์พื้นฐานของเสียงประสาน
การเดินทางของคลื่น แถมยังต้องเป็นศิลปิน และเหนืออื่นใดก็คือ ต้องมี "หูแม่นยำ"
"แทด" คิดว่า "ลุค" จะตอบอะไรยากๆ แบบนี้ แต่เขากลับตอบว่า
"ช่างตั้งเสียงที่ดี คือคนที่ลูกค้าไม่เรียกกลับไปทันทีหลังตั้งเสร็จ"
..............
 


ในโลกที่มีสิ่งใหม่ๆ รอให้ทำ และบังคับให้ทำอยู่ทุกวัน
แต่ก็ไม่แปลกอะไรดอกกับเรื่องราวของกลุ่มคนที่
หลงใหลในบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งเคยพบพานมาในชีวิต
แล้วต้องลาจากกันไปด้วยเหตุผลและกาลเวลา
เมื่อมีความพร้อม หลายคนก็ย้อนกลับไปทำ
ความฝันสมัยเยาว์วัยให้เป็นจริง
เช่น ผมเคยมีเพื่อนที่รักรถโฟล์คเต่าทองอย่างมาก
สุดท้ายวันหนึ่งก็ได้เป็นเจ้าของสมใจ

การกลับไปหาสิ่งเก่าๆ ฟังดูแล้วคงไม่ไปไกลถึงไหน
(กระทั่งเรื่องรถเถอะ) แต่ก็คงไม่ใช่เสียทีเดียวนัก
หากใครคนนั้นได้พบผู้คนที่เป็นแรงบันดาลใจ
และคิดจะต่อเติมเรื่องราวที่หยุดไว้นับสิบปีจริงจัง
มันก็ก่อเกิดอะไรใหม่ๆ ได้

 

แทดพบว่า เปียโนแต่ละหลังนั้นมีลักษณะพิเศษ
และแตกต่างจากตัวอื่นบนโลก

เขาได้เห็นเปียโนที่ตายแล้ว และกำลังจะตาย
พร้อมๆ กับเห็นเปียโนที่มีชีวิต ซึ่งเขาจะคอยเฝ้าดูว่า มันจะมีชีวิตที่เหลืออย่างไร
เขาได้ยินเสียงต่างๆ รอบกายมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งของความรุ่มรวยในนครแห่งศิลปะ
เขาได้เห็นปารีสของแท้ เพราะมีโอกาสนั่งอยู่ในวงของผู้คนที่ชอบล้อมวงพูดคุยถกเถียงกัน
มันทำให้เขาได้เดินทางไปในที่ต่างๆ เพื่อบอกเล่าสถานการณ์ปัจจุบันของสิ่งประดิษฐ์ชนิดนี้
รวมถึงการเข้าห้องเรียนเปียโนอีกครั้ง ได้เข้าร่วมมาสเตอร์คลาส
แถมยังได้วางพื้นฐานในการเรียนเปียโนให้กับลูกสาวอีกด้วย
ที่สำคัญที่สุด .... แทด คาร์ฮาร์ตได้ความรื่นรมย์ที่เรียบง่ายในชีวิต
...............


ผมเล่นเปียโนไม่เป็นหรอกนะครับ หากมีเอกสารให้กรอก
ก็คงติ๊กไม่ผิดหรอกว่า ความสามารถทางดนตรีนั้นอยู่ในระดับศูนย์
แถมยังไม่ใช่นักฟังที่กว้างไกล ผมจึงนึกอิจฉาคนที่ท่องไปในดินแดนส่วนตัว
ด้วยการอ่านโน๊ตดนตรีเป็น ซึ่งเขารู้ว่าตรงไหนจะเกิดเสียงไพเราะอย่างไร
อันเป็นภาษาเฉพาะที่รอมอบอภิสิทธิ์อีกมากมายให้กับคนที่เข้าถึง

มีคนสอนผมว่า ... บรรทัดห้าเส้นก็เหมือนกับสายไฟฟ้าริมถนน
โน้ตตัวดำๆ ก็เหมือนกับกาที่เกาะพักเหนื่อยก่อนคืนคอน
ฟังดูก็เข้าใจง่ายดีนะครับ แต่มันไม่ได้มีแค่กาดำ ยังมีกาขาวด้วย
แถมกาบางตัวยังยืนชิดติดกันอีก ผมชักเริ่มถอดใจยอมแพ้
พาลอิจฉารวมไปถึงคนที่เก่งและช่ำชองในอาชีพของตนคนอื่นๆ อีก
ว่าพวกเขาได้หลุดพ้นจากสภาวะทั่วไปอย่างเราๆ ท่านๆ
เข้าสู่ห้วงยามแห่งความสงบในยามกระทำการอันเป็นที่รัก
แต่ก็หวังว่าในค่ำคืนนี้ ร้านเปียโนบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำ
จะเติมเต็มฝั่งซ้ายของร่างกายเราทุกคนได้
...........



ปล. ปกหนังสือที่เอามาลงประกอบเป็นปกของภาษาต่างประเทศ
เพราะยังไม่ได้สแกนปกเวอร์ชั่นภาษาไทยเลย
อยากให้อุดหนุนหนังสือแปลเล่มนี้ เพราะผู้แปลเป็นนักดนตรีด้วย
เขาต้องใช้พลังอย่างมหาศาล ในขณะที่ร่างการไม่ค่อยแข็งแรงนัก
คงจะดีไม่น้อย หากผู้แปลได้รับกำลังใจจากคนรักดนตรีด้วยกัน


 
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
 
รางวัลคนเก่งห้องนั่งเล่นส่งจดหมายถึงครูอ้อ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
Siengsarnfun Logo siengsarnfun.com © 2006 Saowalak Maitrechitt
All rights reserved.