ที่มาของเสียงสานฝันบทความที่เคยตีพิมพ์เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการเรียนเปียโนรายงานความเคลื่อนไหวนอก-ในห้องเรียนความรู้สึกต่อเปียโน, ก่อนขึ้นเวทีแสดงคอนเสิร์ตและก่อนสอบ

เสียงดนตรีแห่งเมืองน้ำหอม

     นานนับศตวรรษ ประเทศฝรั่งเศสมีชื่อเสียงทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรม ความหรูหรา ฟุ่มเฟือย กรุงปารีสเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านดนตรี นักดนตรีที่มีชื่อเสียงและคีตกวีจากประเทศอื่นๆ เข้ามาอาศัยอยู่ในปารีส เพื่อศึกษาและทำงานในแขนงนี้ อาทิ Rossini, Liszt, Chopin และ Stravinsky ปารีสมีโรงละคร (Opera House) และสถาบันสอนดนตรี (Conservatories) มากมาย
 


      ประมาณปี ค.ศ. 1100 โบสถ์หลายแห่งถูกสร้างขึ้นในกรุงปารีส รวมทั้งโบสถ์ที่มีชื่อเสียงอย่าง Cathedral of Notre Dame เพลงร้องส่วนมากในสมัยนั้นถือกำเนิดขึ้น เพื่อใช้ในพิธีทางศาสนาในโบสถ์

      พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ปกครองฝรั่งเศสตั้งแต่ปี ค.ศ. 1643 - 1715 ทรงโปรดการเต้นรำและการดนตรี เช่น Chamber Music ที่บรรเลงโดยนักดนตรีกลุ่มเล็กๆ ในยุคที่ปกครองโดยพระเจ้าหลุยส์ที่14 ได้ทรงว่าจ้างนักดนตรีมากมาย เพื่อให้ความสุนทรีย์กับแขกผู้มาเยือนราชสำนัก ถือเป็นยุคที่เฟื่องฟูของพระราชวังแวร์ซายน์เลยทีเดียว นักดนตรีที่มีชื่อเสียงในยุคนี้อย่าง Jean-Baptise Lully (1632-1687) เป็นนักประพันธ์ชาวฝรั่งเศสที่ดีที่สุดในช่วงต้น ค.ศ. 1700 และ Francis Couperin (1668-1733) ได้ประพันธ์เนื้อเรื่องสำหรับแสดงบัลเล่ต์ไว้ในยุคนี้ด้วย Lully และ Rameau ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่ง French Opera ประพันธ์เพลงสำหรับเต้นรำ (Dance Suites) บทเพลงสำหรับฮาร์พซิคอร์ด และออร์แกนไว้มากมายเช่นกัน
 

      ภายหลังการปฏิวัติในฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1789 Opera เริ่มที่จะเผยแพร่สู่ชนชั้นกลางมากขึ้น ไม่เป็นดนตรีในราชสำนักอีกต่อไป ในปี ค.ศ. 1800 Opera ได้รับความนิยมมากในฝรั่งเศสและคีตกวีจำนวนมากได้ประพันธ์เพลงสำหรับ Opera มากขึ้น รวมทั้ง Hector Berlioz (1803-1893) ได้ประพันธ์ Symphonie Fantastique ไว้ Georges Bizet (1838-1875) ประพันธ์ Opera ที่มีชื่อเสียงอย่าง Carmen ในกลางปี ค.ศ. 1800 จึงเกิด Opera ขึ้น 3 แบบ

      1. Opera ซึ่งเป็นรูปแบบของการร้องทั้งหมดและเป็นการแสดงที่ใหญ่มาก
      2. Operetta เป็น Opera ที่มีทั้งการร้องและพูดรวมกัน
      3. Italian Style Opera เป็น Opera ที่มีการร้องที่พิเศษออกไปกว่า French Opera


      กลาง ค.ศ. 1800 รูปแบบการประพันธ์ในยุคนี้เป็นที่นิยมของคีตกวีชาวเยอรมันเป็นอย่างมาก ซึ่งจะประพันธ์เพลงสั้นๆ หรือประพันธ์เพลงที่แสดงถึงความประณีต ความอ่อนหวานของบทเพลงนั้นๆ รวมถึง Preludes, Nocturnes และ Arabesques ด้วย

      ในยุค Impressionist ไม่เพียงแต่จิตรกรอย่าง Claude Monet, Edouard Manet, และ Auguste Renoir ได้พัฒนารูปแบบการวาดแทนที่จะวาดแบบ Realistic Portrait อย่างเดิม การประพันธ์เพลงก็เช่นเดียวกันได้เปลี่ยนแนวไป และเป็นรูปแบบการประพันธ์ที่มีชื่อเสียงมากของฝรั่งเศส ในเวลาต่อมาคีตกวีชาวฝรั่งเศสอย่าง Maurice Ravel (1875-1937) และ Claude Debussy (1862-1918) พยายามที่จะพัฒนารูปแบบการประพันธ์เพลงให้แตกต่างทั้งเครื่องดนตรี ทำนอง และการประสานเสียง เพื่อที่จะสร้างบทเพลงที่มีความสวยงาม ไพเราะ ให้ความรู้สึกทางด้านจินตนาการและในบทเพลงเหล่านั้นจะมีความหมายเป็นนัยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งผลงานที่มีชื่อเสียงอย่าง Carnival of the Animals ที่ประพันธ์ในปี ค.ศ. 1886 โดย Camille Saint-Saens ซึ่งสามารถถ่ายทอดถึงความรู้สึกและความหมายต่างๆของบทเพลงได้อย่างงดงามเหมือนกับความฝัน และในยุค Impressionist นี้จะไม่มีบทประพันธ์เป็น Symphonies, Concertos และ Sonatas อยู่เลย



      แปลและเรียบเรียงจากหนังสือ Piano Explorer November 2000
 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
 
รางวัลคนเก่งห้องนั่งเล่นส่งจดหมายถึงครูอ้อ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
Siengsarnfun Logo siengsarnfun.com © 2006 Saowalak Maitrechitt
All rights reserved.